วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

99 วัน 99 บทความ Day 28 ตอน ทฤษฎีน้ำร้อน น้ำเย็น

ไม่นานมานี้ หรือนานแล้วไม่รู้ ผมได้รับทฤษฎีเรื่องน้ำมาใหม่ที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน ไม่แน่ใจว่ามันมาจากกลุ่มไหน พวกเพื่อนจากเกษตร หรือเพื่อนจากมัธยม หรือเพื่อนกลุ่มทำเว็บ ผมไม่แน่ใจจริงๆ ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ให้เครดิต แต่ทฤษฎีมันมีอยู่ว่า

น้ำร้อนช่วยเปิดรูขุมขน น้ำเย็นช่วยปิดรูขุมขน

เป็นที่รู้กัน สำหรับคนที่ตามบล็อกผมในอาทิตย์นี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสุขภาพพุงให้มันป่องน้อยลงหน่อย และสุขภาพหน้า ที่ทำให้เหมือนกับอยู่บนโลกนิดนึง ไม่ใช้สแกนแล้วนึกว่าอยู่บนดวงจันทร์

และวิธีการที่ผมจะทำก็คือ การล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าที่เคยใช้แล้วมันหายสิวนั่นแหละ ผมเนี่ยไม่อยากจะโม้ ปกติสิวไม่ค่อยได้กินผมหรอก แค่ล้างหน้าดีๆ แค่นี้สิวก็ไม่มากินผมแล้ว แต่ทุกวันนี้ผมเนี่ยไม่ค่อยใส่ใจดูแลมันเท่าไหร่ หน้าตามันเลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น

และสิ่งที่ผมจะทำก็คือ ล้างหน้าด้วยโฟมทุกวัน ตื่นนอน และกลับถึงบ้าน และทุกเช้าหลังตื่นนอนก็จะไปออกกำลังกาย ทำมาได้ 4 วันและ ต้องลองดูต่อไปว่าจะได้ไปถึงไหน

และทฤษฎีข้างบนที่ผมเขียนไว้ก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจริงหรือเปล่า ที่น้ำร้อนเปิด น้ำเย็นปิด ผมก็จัดการลองกับหน้าตัวเองเนี่ยแหละ เพราะที่บ้านมีเครื่องทำน้ำอุ่น วิธีการก็คือ

เปิดน้ำร้อนล้างหน้า... เอาโฟมละเลงใส่ที่หน้า... ล้างออกด้วยน้ำร้อน

ผมทำแบบนี้เพื่อนที่จะให้สิ่งปฏิกูลที่อยู่บนหน้าออกไปให้หมด ก็ตามทฤษฎีคือ น้ำร้อนเปิดรูขุมขนนี่เนอะ

หลังจากนั้นผมก็จัดการปิดเครื่องทำน้ำอุ่น ให้น้ำที่เคยร้อนค่อยๆ เย็น โดยเอาหน้าอิงน้ำไปเรื่อยๆ จนมันเย็นถึงขีดสุด ก็เป็นอันเสร็จพิธี

ที่ผมทำก็เพื่อจะปิดรูขุมขน ในเมื่อเราล้างหน้าอย่างสะอาดไปถึงรูขุมขนแล้ว ก็ต้องปิดหน้าต่างมันหน่อย พวกสิงปฏิกูลจะไม่สามารถเข้ามาได้ง่ายๆ

เนี่ยแหละทฤษฎีน้ำร้อนน้ำเย็นของผม ไม่รู้จะได้ผลหรือเปล่า หรือว่ามันเป็นความเชื่อผิดๆ หรือเปล่า ถ้ามันไม่ใช่ก็กรุณาช่วยแย้งผมที แล้วบอกวิธีที่ถูกต้องมาให้หน่อย ตอนนี้ผมพร้อมที่จะปรับแก้ตัวเองแล้ว เพื่อทำให้เป็นพี่เสือคนเดิมสมัยมัธยม

วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

99 วัน 99 บทความ Day 27 ตอน ข้อดีของหนังพากษ์ไทย

วันนี้มีโอกาสได้ไปดูหนังคนเดียว ตามประสาหนุ่มโสดอีกแล้ว เรื่องมิตตี้ แต่ผมก็ไม่ได้คิดจะมาเขียนเรื่องหนังหรอกครับ เพราะมันเข้ามาหลายวันแล้ว โดยรวมก็ประทับใจมากๆ สำหรับเรื่องนี้ ทำผมน้ำตาซึมไปสองสามช็อตเหมือนกัน ส่วนจะเป็นฉากไหน ไปดูเอาเองนะครับ 555

วันนี้ขอเขียนถึงหนังพากษ์ไทยบ้างแล้วกัน หลังจากโปรปรามาสว่าไม่น่าดูบ้างล่ะ อารมณ์ไม่ได้บ้างล่ะ วันนี้ผมขอเขียนบทความสั้นๆ แก้ตัวให้กับหนังพากษ์ไทยซักหน่อยว่า จริงๆ แล้วหนังพากษ์ไทยบางเรื่องมันน่าดู และสนุกกว่าหนังซาวแทร็คเสียอีก

หนังที่ดูพากษ์ไทยได้
1. ก็ให้ดูพวกหนังบู้ตลก เป็นหนังบู้ที่ไม่ได้ดราม่า ไม่เครียดมาก เป็นหนังมีฉากบู้เยอะๆ มีช่วงที่ให้นักพากษ์ใส่ความเป็นทีมพากษ์เยอะๆ เนี่ยแหละจะเป็นหนังพากษ์ไทยที่โคตรมัน

2. การ์ตูนอนิเมชั่น ผมว่าคนไทยเนี่ยพากษ์ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าชาวต่างชาติเลย โดยเฉพาะหนังเรื่องไหนที่จ้างนักแสดงมาพากษ์ดีๆ นะ แล้วถ้าเลือกคาแร็กเตอร์ตัวละครตรงกับนักแสดงนะ ผมว่ามันน่าดูมาก โดยส่วนตัวเคยดูหนังบางเรื่องสองรอบทั้งไทยและซาวแทร็ค ผมบอกเลยว่า ได้อารมณ์ไม่ต่างกันเลยซักนิดเดียว

หนังพากษ์ไทยที่ห้ามดู
1. ดราม่า ห้ามดูเด็ดขาด เป็นกฎข้อห้ามประจำตัวผมเลย ถึงแม้ว่าเวลาจะได้ ทุกอย่างจะลงตัว ผมก็ยังแนะนำให้ดูซาวแทร็คอยู่ดี อย่าเสียเวลาดูเลยครับ เพราะโอกาสผิดหวังมันสูงมาก จริงๆ (เตือนแล้วนะ)

2. หนังตลก ต่างกับบู้ตลกนะครับ หนังตลกฝรั่งมันจะเป็นมุขตลกแบบฝรั่ง ซึ่งให้ดูพากษ์ไทยยังไงก็ดูให้สนุกและขำยาก จากประสบการณ์จากหนังเรื่องเดียวกัน ดูพากษ์ไทยนั่งทำหน้างง แต่พอดูซาวแทร็คผมกลับขำกลิ้งก็เคยมีมาแล้ว

3. บู้ดราม่า บู้เหมือนกัน แต่บู้ดราม่าก็ไม่ควรดู เพราะทีมพากบางทีมชอบใส่มุขตลกเข้าไป ซึ่งบางทีเราดราม่าอยู่ เราก็ไม่พร้อมตลก ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องดราม่า ไม่ว่าจะบู้หรือจะดราม่าปกติ ก็ดูซาวแทร็คเถอะ

จบและ
ทุกอย่างผมเขียนจากประสบการณ์การดูหนังคนเดียวล้วนๆ และที่ผมมีโอกาสดูหนังทั้งซาวแทร็คทั้งพากษ์ไทย เพราะผมเป็นคนดูหนังไม่เลือก ผมเป็นประเภทที่แบบว่า เดินไปจิ้มหน้าโรงหนังตรงตู้ขายตั๋ว ยืนเลือกว่าหนังเรื่องไหนยังไม่ดู แล้วหนังเรื่องไหนที่พร้อมจะให้ดูเดี๋ยวนั้นเลย

บางครั้งไปยืนอยู่นานมากจนบางทีพนักงานเดินมาถามว่าให้ช่วยอะไรมั้ย และทุกทีผมก็จะตอบว่าไม่เป็นไร ยิ้มกลับไปแล้วบอกว่า ผมกำลังเลือกหนังที่จะดูอยู่ครับ 555

และถ้าวันไหนผมเจาะจงหนังที่จะดู ให้พึงระลึกไว้เลยว่า ผมเคยดูหนังเรื่องนี้แล้ว และอยากดูอีก อย่างล่าสุดผมเจาะจงไปดูเรื่อง Frozen มันก็เกิดมาจากการที่ผมอยากดูอีกรอบ ไม่ได้มีคนเล่าว่าน่าดูเลยไปดู

วิธีเสือในการเลือกดูหนังก็ประมาณนี้ครับ ขอให้มีความสุขกับการดูหนังนะครับ

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

99 วัน 99 บทความ Day 26 ตอน ออกกำลังกาย

เมื่อหลายวันก่อนที่ผมโพสรูปไป แล้วก็เกิดกระแสบางอย่างต่อตัวผม เป็นฟี้ดแบ็คทางด้านดี คือเมื่อก่อนผมผอมมาก หุ่นนักกีฬา น้ำหนักแค่ 55 ตอนนี้ 70 กว่า  ลงพุง ทุกอย่างที่เป็นสิ่งบ่งบอกว่าอ้วน ผมมีอยู่ในตัวหมด



คือพอคนเห็นรูป แล้ว รวมถึงผมเองด้วยก็ตกใจมากๆ ชนิดที่ว่า ทำไมมันคนละเรื่องกับตอนนี้เลย มันคนเกียวกันเหรอว่ะเนี่ย... หลายคนก็ให้กำลังใจ หลายคนก็บอกให้ลด จนถึงความเห็นสุดท้ายของน้องดฟิร์นก็บอกถึงขั้นว่า

หลายคนอยากโตเป็นผู้ใหญ่ แต่หนูอยากเห็นพี่เป็นเด็กอีกครั้ง

จะพยายามนะ

และผมก็ตัดสินใจ หลังจากอาหารเช้า ผมก็เข้าไปฟิตเนสที่คอนโด เป็นฟิตเนสที่เค้าให้คนในคอนโดทุกคนเข้าไปใช้ ผมรู้มานานแล้วล่ะ แต่ไม่เคยแวะเข้าไปเลยซักที เมื่อวานก็ฤกงาม ยามดี ก็ถือโอกาสแวะดข้าไป

ที่คอนโดผมดีมากนะ นอกจากห้องฟิตเนสแล้ว ยังมีสระน้ำ มีห้องซาวน่า เรียกว่าครบรื่องิลยทีเดียว อยู่มาตั้งนาน รู้แหละแต่ไม่เคยเข้าไปใช้ ผมว่าข้อดีของคอนโดที่ไม่เหมือนบ้านคงอยู่ที่เรื่องนี้ล่ะมั้ง 555

และพอไปเล่น ผมก็ได้เคล็ดลับมา 1 อย่างหลังจากเล่นไปแล้ว 2 วันคือ จงเอาคลิปตลกๆ หรือคลิปอะไรที่ชอบเข้าไปดูด้วย

วันแรกผมเบื่อมากเลยครับ กว่าจะเล่นผ่านไปแต่ละอัน ปั่นจักรยานไป 10 นาที แต่เวลาเหมือนผ่านไปนานเป็นชัวโมง เบื่อๆ ต้องไปหาอย่างอื่นเล่น แล้วกลับมาปั่นใหม่ ก็เบื่ออีก เป็นอย่างนี้หลายรอบมาก

วันนี้ผมจึงตัดสินใจหิ้ว note 8.0 ไปด้วย ห้องฟินเนสกับห้องผมอยู่ห่างกันแค่ชั้นเดียว และอยู่ใต้ห้องพอดี ดังนั้นเรื่องสัญญาณไวไฟ ไม่มีปัญหาแน่นอน แต่คิดผิดครับ ปรากฎว่าไวไฟแรงไม่พอเปิดคลิป เลยต้องหันไปใช้ true wifi แทน โชคดีอีกที่คอนโดนี้เป็นที่ตั้งกระจายสัญญาณ true wifi ของย่านนี้ สบายไปเลย

และวันที่สองผมเอาคลิปของเฟดเฟ่ไปดู ปรากฎว่า ฮาขี้แตกครับ ปั่นจักรยานไปครึ่งชั่วโมง ยังไม่เหนื่อยเลย คลิปจบซะแล้ว แหม่ มันดีจริงๆ คราวหลังใครที่คิดจะออกกำลังกายนะครับ คลิปตลกครับ หรืออะไรก็ได้ที่ดูเพลินๆ ครับ ป้องกันการเบื่อได้ดีมาก ได้ออกกำลังกายด้วย เพลินด้วย มันดีจริงๆ

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

99 วัน 99 บทความ Day 25 ตอน มาฟุ้งกัน

ฟุ้ง... เป็นกริยา หมายถึงการกระจายออกไปอย่างไร้ทิศทาง
ฟุ้ง... เป็นกริยา ที่คำชอบเอามาใช้เวลาไม่มีอะไรทำ แล้วชอบฟุ้ง โดยการบอกเท่ๆ ว่า คิดอะไรฟุ้ง

ตอนนี้พี่เสือกำลังฟุ้ง
พี่เสือฟุ้ง เนื่องจากไม่มีอะไรเขียน
พี่เสือฟุ้ง ไม่ใช่ว่าพี่เสือไม่มีอะไรทำ
พี่เสือแค่ฟุ้ง เพราะไม่มีอะไรเขียน พอเขียนเสร็จ พี่เสือคงเลิกฟุ้ง

พี่เสือดูทีวี พี่เสือก็ฟุ้งว่า ทำไมนางเอกรับรักพระเอกยากจัง
พี่เสือดูบอล พี่เสือก็ฟุ้งว่า ทำไมมันเล่นไม่ดีเลย
พี่เสือดูหนัง พี่เสือก็ฟุ้งว่า หนังเรื่องนี้ทำไมเข้าใจยากจัง
พี่เสืออ่านหนังสือ พี่เสือก็ฟุ้ง คิดถึงเรื่องอื่น
พี่เสืออ่านนิยาย พี่เสือก็ฟุ้ง จินตนาการถึงตัวละครในนิยาย

ถ้าฟุ้งเป็นเรื่องเป็นราว ก็เรียกว่าฟุ้งเฉยๆ
แต่ถ้าฟุ้งทีละหลายๆ เรื่อง เค้าเรียกว่าฟุ้งซ่าน

ตอนนี้พี่เสือกำลังฟุ้งซ่าน
ขออภัยที่พี่เสือฟุ้งซ่าน
ขอโทษที่พี่เสือฟุ้งซ่าน

ถึงพี่เสือจะฟุ้งซ่าน แต่จิตใจไม่ได้ซาบซ่าน
พี่เสือจะเลิกฟุ้ง
พี่เสือจะไปทำงาน
พี่เสือต้องเลิกฟุ้งเพื่อทำงาน
ไว้เจอกันพรุ่งนี้ไม่ใช่เมือวาน
เมื่อพี่เสือเลิกฟุ้ง

...สวัสดี...

วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

99 วัน 99 บทความ Day 24 ตอน ไม่บอกรัก แต่รักมาก

วันนี้จะพูดถึงสิ่งที่รักมากๆ อย่างหนึ่งเลย คือ ลิเวอร์พูล ไม่ต้องห่วงครับ วันนี้จะพูดแต่เรื่องลิเวอร์พูลล้วนๆ ไม่แวะเรื่องอื่นเลย (ไม่เชื่อหรอก..")



จริงๆ เคยเขียนเรื่อง เมืองลิเวอร์พูล ไปแล้วครั้งหนึ่ง คราวนั้นด้วยเวลาจำกัด และไม่รู้จะเขียนอะไร เลยยกเรื่องเมืองลิเวอร์พูลในความทรงจำมาเขียนซะเลย แต่ครั้งนี้ต่างกัน

เหตุที่ทำให้ผมต้องลุกขึ้นมาเขียนก็เกิดจากการที่วันนี้ ลิเวอร์พูลต้องทำศึกเอฟเอคัพ เป็นฟุตบอลถ้วยน็อกเอ้า แพ้คัดออกของประเทศอังกฤษ ตอน 4 ทุ่ม และผมปกติก็จะชอบดูบอลมาก ถ้าลิเวอร์พูลแข่ง และอยู่ในสถานที่ที่มีเน็ต จะต้องไม่พลาดดูอย่างแน่นอน วันนี้ก็เช่นกัน

ช่องทางในการดูของผมก็มีหลายทาง ถ้าพรีเมียร์ลีก ผมจะมีซิม AIS ที่สมัครดูไว้เดือนละ 299 บาทเพื่อดูลิเวอร์พูลในบอลพรีเมียร์โดยเฉพาะ

ช่องทางที่สอง เป็นช่องทางเอาไว้ใช้ดูลิเวอร์พูลในบอลถ้วยอื่นๆ ที่ CTH และช่องฟรีทีวีไม่มีถ่าย มันเป็นช่องเถื่อน ผมเสียเดือนละ 90 บาท แต่หลังๆ ไม่ค่อยใช้บริการ เพราะลิเวอร์พูลปีนี้ไม่ค่อยได้เล่นบอลถ้วย แต่เมื่อก่อนจะใช้ช่องนี้เป็นช่องหลักเลย

และวันนี้ครับ จากการที่ผมเสียเดือนละเกือบ 400 บาท ก็เพื่อที่จะหวังว่าได้ดูลิเวอร์พูลครบทุกนัดที่ผมต้องการจะดู และวันนี้ครับ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น วันนี้ผมไม่ได้ดูลิเวอร์พูล มันเป็นเหตุการณ์ที่ 100 ปีจะมีซักครั้งนึงมั้ง(เว้อไป)

คือวันนี้บอลเตะ ลิเวอร์พูลก็เป็นทีมที่มีแฟนบอลอยู่พอสมควร ในเมืองไทยนี่ จำนวนแฟนบอลเยอะเท่าๆ กับแฟนทีมแมนยูเลย และไม่มีถ่ายทอดสด มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นทีวีฝรั่ง จีน แขก อังกฤษ ไม่มีช่องไหนถ่ายเลยจริงๆ ครับ ไม่มีเลยจริงๆ

โชคดีที่ผมได้ไปเจอเว็บหนึ่ง ซึ่งเค้าไม่ถ่ายภาพนะ แต่เป็นเสียงรายงานสด ผมก็เออ ฝึกภาษาอังกฤษกันเลยทีเดียว ผมก็ฟังรู้เรื่องมั่ง ไม่รู้เรื่องมั่ง แต่ผมก็พอฟังออก เพราะผมชอบไปอ่านข่าวลิเวอร์พูลภาษาอังกฤษอยู่บ่อยๆ

เหนื่อยครับ ฟังไปก็ลุ้นไป ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง คำที่รอฟังคือ

Gooooooooooooooooooooal = ได้ประตู

และคำที่ไม่ชอบฟังคือ...

Super Save by Brad Jone (ผู้รักษาประตูของลิเวอร์พูล)

ไม่เคยคิดว่าตัวเองชอบฟุตบอลมากขนาดไหนนะ แต่จากเหตุการณ์นี้มันทำให้ผมรู้ว่า ทำไมผมมันบ้าฟุตบอลจังว่ะ คือไม่มีถ่ายทอด ก็ยังพยายามหาเสียงมาฟัง ฟังไม่ออกก็ยังจะฟัง และมันก็ทำให้ผมรู้ว่า ทักษะการฟังภาษาอังกฤษของผมมันห่วยขนาดไหน

ผมว่า ผมต้องฝึกฟังให้มากๆ กว่านี้แล้วล่ะ เผื่อนัดไหนไม่ถ่ายอีก จะได้ฟังรู้เรื่องบ้าง เห้อๆๆๆ

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

99 วัน 99 บทความ Day 23 ตอน โปสการ์ดบนยอดภูกระดึง

ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเยือนยอดภูกระดึง ที่มีสโลแกนที่ไม่รู้ว่าใครคิดขึ้นมาว่า

"  ครั้งหนึ่งในชีวิต พิชิตภูกระดึง"

และปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปถึง 2 ครั้งด้วยกันทั้งต้นปีและปลายปี มีความประทับใจเยอะแยะมากมาย ซึ่งตอนนี้จะไม่ขอเล่าแล้วกัน แต่วันนี้ขอเจาะจงเรื่องโปสการ์ดล้วนๆ สั้นๆ

ปีที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปเที่ยวเยอะมาก และจริงๆ ผมก็ไม่ใช่คนชอบส่งโปสการ์ดอะไรเท่าไหร่ ไปเที่ยวก็อยากเที่ยวไม่ได้อยากจะส่งความสุขให้กัยใครที่ไหน และการเขียนโปสการ์ดครั้งแรกก็เกิดขึ้นจากการไปภูกระดึงเนี่ยแหละ โดยผมมีความคิดว่า

"  กว่าจะขึ้นไปถึง มันต้องเหนื่อยแน่ๆ เลย ดังนั้นขอฝากความเหนือยให้กับคนข้างล่างหน่อยแล้วกัน"

ไม่ผิดหวังครับ ก่อนขึ้นผมเตรียมตัวไปอย่างดี จดชื่อที่อยู่ไปสองหน้ากระดาษเต็มๆ และก็เขียน เขียน และก็เขียน จนเพื่อนทักว่า พอได้แล้ว คือเค้ารอลงภูกันหมดแล้ว แต่ผมก็ยังไม่หยุดเขียน (เกรงใจเหมือนกันแต่ก็มันยังเขียนไม่เสร็จ 555 )


และก็ไม่ได้เยอะมากมายครับ นับได้ประมาณ 20 กว่าใบ เขียนจนเมื่อยมือเลย และแต่ละคนที่ผมเขียนนี่ไม่มีสั้นครับ ถ้าเขียนสั้นๆ มันไม่ใช่ผมแน่นอน ประกอบกับที่อยู่บนภู หนาวๆ บรรยากาศมันได้ เลยทีนี้เขียนใหญ่เลย แต่ละคนที่ได้รับคงประทับใจ

แต่... หลังจากที่กลับมาถึงกรุงเทพ กว่าโปสการ์ดจะมาถึงก็ผ่านไปหลายเดือน กว่าคนแรกจะได้ แล้วแบบพอถามๆ ไป หลายคนไม่ได้ด้วยซ้ำ บางคนไม่ได้จนกระทั่งผมจะไปขึ้นภูรอบที่สองปลายปี เค้าก็ยังไม่ได้ และก็คิดไว้แล้วว่า... คงหมดโอกาสแล้วล่ะ

รอบที่สอง ทีนี้ผมก็เตรียมตัวไปอย่างดีเหมือนกัน แต่ไม่ได้เตรียมรายชื่อไปเยอะเท่ารอบแรก แต่ก็ถือว่าเยอะพอสมควร รอบนี้ไปกับเพื่อน พี่ น้องจากเกษตรสาน กลุ่มเพื่อนทำหนังสือตอนมหาวิทยาลัย และก็ไม่ผิดหวังครับ แต่ละคนนี่เตรียมรายชื่อมาเยอะมากๆ เรียกว่าเขียนไปไม่เหงาเงย

แต่รอบนี้ผมไม่ได้เขียนบนภู ผมหิ้วโปสการ์ดจากบนภูมาเขียนข้างล่าง ผลปรากฎว่า...

ปรากฎว่า... เหนื่อยครับ จริงๆ ผมเป็นคนเขียนโปสการ์ดยาวนะ แต่รอบนี้ไม่มีแรงเขียนจริงๆ หมดแรงกว่าจะลงมาถึง และแบบพอพักก็ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเขียน รอบนี้แต่ละคนเลยได้เวอร์ชั่นที่แบบสั้นๆ สั้นมากๆ ไป รู้สึกขัดใจเหมือนกันที่ทำอะไรแบบนั้น


แต่รอบนี้ มันแปลกกว่ารอบก่อนตรงที่ โปสการ์ดถึงเร็วมาก เรียกว่าผมยังไม่ทันหายเหนื่อยจากการเดินทาง ก็มีเพื่อนๆ มาโพสขอบคุณ ขอบใจเรื่องโปสการ์ดกันเต็มไปหมดแล้ว มันเป็นอะไรที่หายเหนื่อยเมื่อเห็นรอยยิ้มของเพื่อนๆ ไม่เหมือนรอบก่อนที่กว่าจะมีคนแรกมาโพสของคุณ ผมแทบลืมไปแล้วว่าเคยไปภูกระดึงมาด้วย

สุดท้าย 
ผมขอฝากคำเตือนการเขียนโปสการ์ดบนยอดภูกระดึงไว้ว่า...

1. จงเขียนความรู้สึกจากบนภู เพราะมันจะได้ฟิล ได้บรรยากาศ และมันจะทำให้เราอินและเขียนได้น่าอ่าน น่ารับมากกว่าการเขียนจากตีนภู

2. จงส่งโปสการ์ดที่ตีนภู เพราะมันจะถึงเร็วและถึงชัวร์กว่ามากๆๆๆๆ เน้นว่า มาก(ตัวใหญ่ขีดเส้นใต้)

3. โปสการ์ดที่ผาหล่มศักดิ์สวยกว่าตรงที่พัก แต่แพงกว่า

4. ตีนภูก็มีโปสการ์ดขาย

5. ส่งโปสการ์ดไปต่างประเทศติดแสตมป์ 15 บาท

6. ตีนภูก็มีแสตมขาย ราคาเท่ากัน...

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557

99 วัน 99 บทความ Day 22 ตอน เมื่อมีคนมาบอกว่าเคยแอบชอบ

สวัสดีค่ะพี่ท็อป หนูเคยแอบชอบพี่นะ...

นี่เป็นคำทักทายแรกของน้องคนหนึ่งที่เคยเรียนด้วยกันตอนมัธยม

เอาจริงๆ ผมไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่ ที่มีคนมาแอบชอบผมในตอนนั้น จะว่าหยิ่ง ทระนงตัว ก็ได้ แต่ช่วงมัธยมของผมมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ผู้ชายเล่นบาส 3 เวลาหลังอาหาร ประธานคณะสี ประธานนักเรียน เรียกว่าชีวิตช่วงมัธยมเป็นช่วงขาขึ้นมากๆ

(เห็นรูปผมแล้วก็ไม่แปลกใจใช่ม่ะว่าจะมีคนแอบชอบ 555 #หลงตัวเองชิบหาย)

จริงๆ ผมรู้สึกดีทุกครั้งนะที่มีคนมาชอบผม และยิ่งรู้ว่าเค้าสนใจเรามากขนาดไหนยิ่งรู้สึกดี และน้องคนนี้ทำให้ผมแปลกใจหลายๆ เรื่อง

1. บอกว่า ตามหาเฟสบุคผมตั้งแต่เล่นเฟสครั้งแรกๆ 
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือล้อเล่น แต่การที่คนนึงบอกว่าตามหาเฟสคนๆ นึงมานาน มันไม่ใช่เรื่องที่ธรรมดาอย่างแน่นอน ดังนั้นผมจึงประทับใจมากๆ และชื่อเฟสผม Tiger Sky สำหรับสมัยมัธยมแล้ว คงไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูอย่างแน่นอน ตอนนั้นผมยังใช้คำว่า suatop(เสือท็อป) มากกว่า มันจึงไม่ใช่เรื่องที่ธรรมดาเลยที่ใครสมัยมัธยมจะตามหาเฟสผมเจอ ส่วนกว่าจะเป็น Tiger Sky ก็ตามไปคลิ๊กที่ ลิ้งนี้ เลยครับ

2. บอกว่า ผมชอบเป่าขลุ่ย...
เรื่องนี้มันบ้ากว่าเรื่องแรกอีกนะครับ คือถ้าไม่ใช่น้องสาว ไม่ใช่ปู่ ไม่ใช่ย่า ไม่ใช่ป้าแล้ว จะมีใครรู้บ้างว่าอยู่บ้านว่างๆ หรือเวลาว่างๆ สมัยมัธยมผมชอบหยิบขลุ่ยมาเป่าเล่น และชอบเป่าเพลงฮิตๆ มาเป็นโน้ตขลุ่ย เอาให้เป็นเพื่อนเถอะ มันจำจำได้หรือเปล่าว่าผมชอบเป่าขลุ่ย

3. เก็บเฟรนชิบที่ผมเขียนไว้ แล้วเอามาให้ดู
เรื่องนี้ไม่แปลก แต่ที่แปลกคือ ทั้งสัญลักษณ์ ทั้งคำพูด ทั้งลายมือ มันคือใช่ ผมคนนี้เลย คนนี้นี่แหละ และน้องคนนี้ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวนะ ตอนที่เขียนให้นี่เรียกได้ว่า เขียนจนเต็มหน้า แบบเห้ย...ผมไม่เปลียนไปเลยเหรอว่ะเนี่ย

คือตกใจที่...
..........ตัวเองชอบเขียนมาแต่เด็ก แม้จะเป็นคนไม่รู้จัก แต่ก็เขียนเฟรนชิบได้เต็มหน้า
..........ตัวเองมีความฝันการเป็นนักข่าวกีฬามาตั้งแต่เด็ก และตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน
..........ตัวเองใช้สัญลักษณ์มาตั้งแต่เด็ก(อันนี้รู้แล้ว) และบอกให้คนอื่นจำสัญลักษณ์นี้ไว้ด้วย

และข้อความหนึ่งที่ผมเขียนให้น้อง และผมประทับใจมากๆ คือ


เอารูปไว้ดูต่างหน้า
อนาคตคอลัมนิส
หนังสือพิมพ์กีฬาแห่งหนึ่ง
จำสัญลักษณ์ทางซ้ายไว้

ขออุทานมาดังๆว่า... แม่เจ้า... ความฝันเราไม่เคยเปลี่ยนเลยตั้งแต่ตอนนั้น จนถึงตอนนี้
และไม่ใช่แค่ความฝันไม่เปลี่ยน ยังเที่ยวเอาความฝันตัวเองไปป่าวประกาศให้ชาวบ้านเค้ารู้ไปทั่ว ไอ้เสือนี่มันน่า...(จงเติมคำในช่องว่าง)...ชะมัด

สัญลักษณ์ ความฝัน การชอบขีดๆ เขียนๆ มันไม่เคยหายไปจากตัวเราเลยตั้งแต่วินาทีที่จบจาก ม.6
ตอนนี้ผมรู้สึกมีไฟลุกโชนอีกครั้ง ต้องขอบคุณน้อง...(เค้าบอกว่าไม่ให้เขียนชื่อ)...มากๆ ที่มาจุดไฟให้พี่อีกครั้ง ขอบคุณจริงๆ

ขอบคุณที่คิดถึงกัน
ขอบคุณที่ตามหากันมาตลอด
ขอบคุณที่มาชวนคุยจนดึก
ขอบคุณที่มาจุดไฟให้พี่อีกครั้ง
ขอบคุณทุกๆอย่างที่ทำให้พี่
ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ... ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร แต่อยากให้น้องจำไว้ว่า พี่แม่งโคตรรู้สึกดีเลยว่ะ

ยังไง สัญลักษณ์นั้นพี่ก็ยังไม่เปลี่ยนนะ ขอบคุณที่มาเตือนความจำพี่
ขอบคุณที่มาเตือนสติพี่

น้องอาจไม่รู้หรอกว่าพี่รู้สึกดีขนาดไหน มันอาจจะแสดงออกผ่านตัวอักษรไม่ได้
แต่พี่โคตรรู้สึกดีเลยว่ะ...และคิดว่า น้องน่าจะรออ่าน และน้องคงเป็นคนแรกที่จะได้อ่านเมื่อพี่เขียนบล็อกนี้เสร็จ และอยากจะบอกอีกทีว่า

ขอบคุณมากกกกกกก...