วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

99 วัน 99 บทความ Day 35 ตอน เล่าเรื่องฟุตบอลในวัยเด็กเล็ก

วันนี้ขอพักเรื่องบาส 1 วันแล้วกันนะครับ ผมรู้สึกเอียนยังไงไม่รู้ เหมือนแบบว่าขี้โกง ยืดเรื่องบาสไปหลายตอนเพื่อที่จะได้มีเรื่องเขียน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่นะ เพราะว่าบาสมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสมัยมัธยมจริงๆ คือตอนมัธยม ถ้าผมหายตัวไป ไม่ต้องหาไกล อยู่สนามบาสนั่นแหละ

ที่จะเล่าเรื่องบอล เพราะวันนี้เพิ่งเตะบอลมา และก็นึกได้ว่า ตัวเองเคยมีความฝันอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลเหมือนกัน เป็นความฝันในวัยเด็ก เด็กมากๆ ด้วย สมัยวัยกระเตาะ เด็กประถม เล่นบอลทุกวัน

ถ้าเปรียบมัธยมเป็นวิถีนักบาส ตอนประถมเรียกว่าวิถีนักบอลเลยก็ได้



ตอนประถมผมอยู่สองโรงเรียน ตั้งแต่อนุบาลถึง ป.2 ผมอยู่โรงเรียนวัดบางนางเพ็ง และหลังจากนั้นผมก็ย้ายไปอยู่โรงเรียนชุมชนวัดบ้านระกาศ และตลอดระยะเวลาที่ผมอยู่ทั้งสองโรงเรียน ช่วงพักกลางวันผมก็จะวนเวียนอยู่แต่ในสนามบอล อยู่บางนางเพ็งก็เล่นบอลกับพวกรุ่นพี่ ป.4 5 6
มาอยู่บ้านระกาศ ก็ชวนเพื่อนเล่นบอลทุกวัน

และผมเนี่ยมันชอบบ้า พ่อซื้อลูกบอลให้เตะตั้งแต่เด็กๆ 
ที่บ้านเนี่ยมีทุกไซส์ ตั้งแต่เล็กไปเลย บอลพลาสติก ลูกขนาดฟุตซอลแต่อัดลมเหมือนลูกฟุตบอล จนถึงลูกฟุตบอลมาตรฐาน เรียกว่าที่บ้านเนี่ยมีลูกฟุตบอล 4 - 5 ลูกได้ และผมเป็นบ้านสวน ดังนั้นสังเวียนแข้งผมก็ ในบ้านนั่นแหละ 555

และที่บ้านผมไม่มีใครเล่นบอลเลยซักคน ผมก็เล่นคนเดียวซิครับ ผมมันพวกจินตนาการสูงด้วย ไม่มีปัญหา วิธีการก็ง่ายมาก เอาเก้าอี้มาตั้ง ตัวนึง แล้วก็เตะให้เข้าขาเก้าอี้

ที่ผมใช้เก้าอี้ตัวเดียวเพราะตอนเด็กๆ ผมชอบดูรายการเจาะสนามของ ย.โย่ง แล้วตอนนั้นเค้าพาไปทัวร์สโมสรลิเวอร์พูล และการฝึกกองหน้าของลิเวอร์พูลคือให้เตะอัดกำแพง ผมดูไม่ชัดหรอกว่ากำแพงเป็นแบบไหน เตะอัดยังไง 
ผมดูแล้วก็คิดไปเองว่า เค้าเตะอัดสันกำแพง

นึกถึงกำแพงไม้ครับ จะมีด้านที่เป็นหน้ากำแพงที่ใหญ่ๆ กว้างๆ และจะมีอีกด้านนึงที่เป็นสัน เล็กๆ นั่นแหละครับ ผมไปคิดว่ากองหน้าลิเวอร์พูลต้องเตะอัดสันกำแพง ไม่รู้ว่าโง่หรือบ้า ผมจึงเอามาเป็นแบบฝึกให้ตัวเองว่า ถ้าจะเป็นดาวยิง ต้องตั้งเป้าหมายให้เล็กที่สุด ผมจึงเลือกใช้เก้าอี้ตัวเดียวเป็นโกล

และตอนนั้น พ่อก็ชอบดูบอล ทั้งบอลไทย บอลพรีเมียร์ลีก คือบอลไทยไม่เท่าไหร่ เตะเวลาปกติ เย็นๆ แต่บอลพรีเมียร์เนี่ย ปกติผมก็ไม่ได้ดูหรอกตอนนั้น แต่พ่อชอบปลุกประจำ ตีหนึ่งตีสอง ปลุกตลอด ให้ขึ้นมาดูเป็นเพื่อน ผมก็อะ ดูก็ดู

ดังนั้น ผมจึงได้ยินเสียงของคนพากประจำ และตอนผมเล่น ผมก็จะคิดว่าเสาบ้านเป็นกองหลังฝั่งตรงข้าม จะมีไขว้หลอก แตะหลบ แตะบอลไปทางแล้วอ้อมไปรับอีกทาง บางทีก็เตะชิ่งกำแพงเหมือนกับการทำชิ่งกับเพื่อนในทีม หลบซ้ายทีขวาที 
และระหว่างเลี้ยง ผมก็จะพากตัวเองไปด้วย 

"เอาแล้วครับ พีรพัฒน์ได้บอล ทำชิ่งหนึ่งสองกับเพื่อนร่วมทีม 
พีรพัฒน์เลี้ยงไปแล้วครับ เจอกองหลังฝั่งตรงข้าม 
พีรพัฒน์แตะหลบไปได้สวยมากครับลูกนี้ 
ตอนนี้พีรพัฒน์หลุดไปได้แล้วครับ
พีรพัฒน์ดวลเดี่ยวกับผู้รักษาประตู พีรพัฒน์ทำไงครับ
พีรพัฒน์ยิงสวนเข้าไป...โอ้ววววววว สุดยอดมากครับ ช่างเป็นลูกยิงที่สวยงามอะไรเช่นนี้"

นั่นแหละครับ ความบ้าในวัยเด็กของผม

จบก่อน เดี๋ยวมีอารมณ์ อาจจะมาเล่าเรื่องฟุตบอลในวัยเด็กต่อ บอกได้เลยว่าเรื่องเยอะไม่แพ้เรื่องบาส แต่อาจจะนานๆ หน่อยนะ วันนี้ที่เขียนเพราะไม่อยากเขียนเรื่องบาสหลายๆ ตอนติดกัน กลัวจะเอียน 555


วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

99 วัน 99 บทความ Day 34 ตอน นักบาสโรงเรียน #4

ความดุเดือดมันเริ่มตั้งแต่วันนี้แหละ

ทันทีที่พวกพี่ๆ สีม่วงขึ้นไปอยู่ ม.ปลาย เค้าก็เป็นตัวหลักให้กับสีของเค้าเลยทันที ทีนี้จากสีม่วง เค้าได้ย้ายฟากไปอยู่สีเหลือง ส่วนผมพอขึ้น ม.ปลาย ก็ได้อยู่สีฟ้าเหมือนเดิม

ช่วงผม ม.4 พี่เค้า ม.5 เหมือนเป็นช่วงเวลาแห่งการบ่มเพาะ เวลานั้นบาส ม.ปลายมีการแข่งขันที่สูงมาก ทั้งสีแดงที่ครองแชมป์ ม.ปลายมาหลายสมัย สีฟ้าที่มีตัวจี้ดๆ เยอะแยะมากมาย และจากการที่พี่กลุ่มนี้ขึ้น ม.ปลาย ทำให้สีเหลืองเป็นอีกสีที่น่ากลัวในบาสกีฬาสี

ความเข้มข้นนั้นโปรดลืมไปเถอะ เพราะผมไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย และตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นสีแดงที่มาแรงแซงคว้าแชมป์ไปในที่สุด และถ้าจำไม่ผิดอีกก็เหมือนจะชิงกับสีเหลืองที่มีพี่ๆ เหล่านั้นอยู่นั่นแหละ

ตอนขึ้น ม.ปลาย พวกเราไม่เหมือนก่อนแล้ว มีตัวที่แข็งแกร่งมากขึ้น จะขอพูดถึงทีมสีเหลืองก่อน

สีเหลือง จากที่เคยมีตัวหลักอย่างวัต ชัต วุธ จุ๊ กานต์ และพอขึ้น ม.ปลายก็ได้กำลังเสริมชั้นดีมาอีกสองคน คือ




หนุย การ์ดจ่าย ผู้มีความคล่องแคล่วในการถือบอล แย่งยาก แถมยังแม่นอีก เดิมทีทีมนี้ไม่มีการ์ดจ่ายหลักๆ แต่พอได้พี่หนุยเข้ามา เรียกว่าเสริมเขี้ยวเล็บได้พอสมควร ทำให้สามารถเข้าชิงได้ตั้งแต่ยังอยู่ ม.4



อ๊อฟ เป็นชูตเตอร์ มีความแม่นยำสูง ทั้งระยะกลางและระยะไกล พี่อ๊อฟเข้ามาแทนพี่แว่นที่ไปใส่ใจเรื่องเรียนมากขึ้น และหันไปเอาดีทางด้านยูโด

เรียกว่าเขี้ยวเล็บสองคนนี้ที่เข้ามา ทำให้สีเหลืองเป็นสีที่น่ากลัวอย่างมากสำหรับหลายๆ สี

มาทางฝั่งสีฟ้าของผมก็ไม่ธรรมดา มี 2 ตัวมาใหม่ และทดแทนด้วยการขาดหายไปของ 2 ตัวเก่า



สิง คนนี้รู้ร่างนักกีฬาโดยแท้ มีพื้นฐานวอลเลย์ แม้ว่าตัวจะสูงพอๆ กับนพ แต่การกระโดดเรียกว่าสูงมาก มาเป็นเซ็นเตอร์ตัวที่สองในทีม และเมื่อสิงเข้ามา ตอนนี้เลยกลายเป็นว่า ทีมเราเล่นแผนโดยใช้เซ็นเตอร์สองตัว ปีกสามตัวไปเลย ไม่เคยเห็นเหมือนกันว่ามีทีมไหนเล่นแบบนีั



โอด คนนี้เข้ามาเป็นปีกอีกคนหนึ่ง มีความเร็วเป็นเลิศ เรียกว่าเร็วที่สุดในสนามแล้ว มาช่วยเรื่องจังหวะฟาสเบรค มีความแข็งแกร่งสูง ได้โอดเข้ามานี่ทำให้ทีมเราดูเล่นแล้วพอสูสีกับสีอื่นๆ ที่มีอยู่ตอนนั้น

สองคนนี้ม่แทนที่ของอูมกับแอ้ ที่ต้องย้ายโรงเรียนไป และพอได้สองคนนี้มา ทีมเราลงตัวมากๆ

และพอขึ้น ม.4 เราก็ยังไม่ค่อยได้เป็นตัวหลักของสีมากนัก เพราะว่ามีพี่ ม.6 ที่เค้าเล่นด้วยกันอยู่ แต่เราก็ได้ลงเล่นบ้างแต่ไม่มาก ตอนนั้นสีเราก็ได้แชมป์กีฬาสี แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอินมาก เพราะไฮไลท์มันไม่ได้อยู่ที่ตอนนี้ ไฮไลท์มันอยู่ที่หลังจากนี้ เมื่อพวกเราขึ้นมาเป็นตัวหลักเต็มตัว...

ติดตามตอนต่อไปพรุ่งนี้ครับ
เป็นตอนที่เรียกว่า อินสุดๆ ทั้งโรงเรียนต้องหยุดดู
กีฬาทุกชนิดต้องหยุดแข่ง
รอบสนามไม่มีที่ยืน จนต้องไปยืนดูบนตึก4
เป็นที่กล่าวขวัญถึง แม้แต่ตอนที่ผมจบออกไปแล้ว

วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

99 วัน 99 บทความ Day 33 ตอน นักบาสโรงเรียน #3

และนัดชี้ชะตาระหว่างสีฟ้ากับสีม่วงกำลังจะเริ่มขึ้น
พวกผมกลับได้รับข่าวดีอะไรบางอย่างคือ ในเวลาที่มีแข่งบาสนั้น สีม่วงยังต้องแบ่งคนไปแข่งวอลเลย์บอล ฟุตบอล และบาสเก็ตบอลในเวลาเดียวกัน และพี่วัตแห่งสีม่วง ก็เป็นหนึ่งในหลายคนที่ลงไปหลายชนิดกีฬา เวลานั้นผมคิดว่า 

ตัวหลักหายไปคนนึง งานคงเบาลงหน่อยล่ะว่ะ

แต่ผมคิดผิด

ทีมสีม่วงกลับมาจัดเต็มกับกีฬาบาส เรียกว่าตัวหลักอยู่ครบทั้งวัต วุธ ชัต จุ๊และกาน เรียกว่ามากันฟูลทีมเลยทีเดียว ไม่มีการผ่อนให้กับมือใหม่หัดเล่นบาสอย่างพวกผมบ้างเลย ผมก็ถือว่าเป็นเกียรติครับ ที่พี่ๆ ได้จัดเต็มให้ชุดใหญ่ขนาดนี้



แต่ไม่เป็นไรครับ เราซ้อมตั้งรับการประกบตัวแบบหนึ่งต่อหนึ่งมาอย่างดี แมทนี้คงไม่มีปัญหาเรื่องการประกบตัวเท่าไหร่ เราคงจะผ่านไปได้ เหลือเรื่องการทำแต้ม

นั่นเป็นเสียงปลอบใจกันเองก่อนเกมจะเริ่มขึ้นครับ

และวินาทีที่เสียงนกหวีดเริ่มการแข่งขันดังขึ้น เปิดเกมมาด้วยแต้มแรกจากผมด้วยลูกฟาสเบรคจากการโยนยาวของนพหรือเอ็มจำไม่ได้ และผมก็จัดการเลย์อัพเข้าไปด้วยท่าถนัด

แต่หลังจากนั้นน่ะเหรอ...หึหึ...พูดได้คำเดียวว่า...

ยับ

เรียกว่าเกมแรกอย่างเป็นทางการ ก็โดนรับน้องไปอย่างโหด สกอร์เท่าไหร่จำไม่ได้ แต่ทีมผมทำได้ประมาณ 8 หรือ 9 แต้มมั้ง โดยมีนพเป็นตัวทำแต้มหลัก ผมเหรอ นอกจากลูกแรกแล้ว หลังจากนั้นแทบทำอะไรไม่ได้เลย อย่างมากได้แค่แย่งบอล แย่งรีบาวได้บ้าง แต่สกอร์อยู่นึ่ง

ทั้งเกมผมโดนพี่จุ๊กับพี่กาน ผลัดกันมาประกบผม เรียกว่าเจอการประกบตัวต่อตัวของจริง สิ่งที่ซ้อมมาแทบทำอะไรไม่ได้เลยกับสถานการณ์จริง พยายามส่งซิกว่า... 

เห้ย... สกรีน
เห้ย... พาตัวประกบ
เห้ย... รีบาว

แต่จำได้ว่า มันสู้ไม่ได้เลยจริงๆ หมดปัญญาจริงๆ ทำทุกอย่างที่ซ้อมแล้ว แต่มือใหม่ยังไงก็เป็นมือใหม่ สู้ไม่ได้เลยไม่ว่าจะทำยังไง มันหมดทางสู้จริงๆ

และที่น่าเจ็บใจก็คือ หลังจากจบครึ่งแรก พี่วัตกับพี่วุธต่างแยกย้ายไปเล่นฟุตบอลกับวอลเลย์ โดยทิ้งตัวสำรองไว้สู้กับเราอย่างไม่ใยดี พี่ก็ช่างทำกันได้เนอะ 555

แต่เกมมันขาดจริงๆ ถึงแม้เป็นตัวสำรอง แต่รู้เลยว่าสำรองสีม่วงนี่เล่นเป็นกันทุกคน อย่างน้อยก็ทำให้เราทำอะไรไม่ได้เลย จบเกมไปอย่างเละเทะ สู้ไม่ได้เลยจริงๆ แค้นสุดๆ ซ้อมมาตั้งนาน มาตายเอาตั้งแต่ด่านแรก ไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ แสบจริงๆ แค้นมากเลยตอนนั้น

แต่หลังจากนั้น เราสองห้องก็เป็นเพื่อนกันเลยนะครับ แก้งเราสีฟ้ากับแก้งสีม่วง เรียกว่าสนิทกันเลย หลังจากนั้นเรียกได้ว่า เราเล่นบาสกันทุกเช้า กลางวัน เย็น เล่นกับสีม่วงพวกนี้นั่นแหละ

ปีต่อมาตอนเราอยู่ ม.3 เราขอไม่เล่าแล้วกัน เพราะว่าเราก็สามารถคว้าแชมป์กีฬาสีมาได้อย่างชิวๆ ไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะเราเล่นบาสกันทุกวัน ส่วนสีอื่นนี่ไม่เคยซ้อม ไม่เคยเล่นกันเลย มันจึงเป็นงานที่ชิวมากๆ

สำหรับตอนนี้ก็จบไปด้วยความแค้น นี่เล่ามาสามตอนยังไม่มีอะไรเข้าใกล้คำว่านักบาสโรงเรียนเลยนะครับเนี่ย 555

วันนี้ขอจบไปด้วยความแค้นต่อสีม่วง ตอนหน้า พวกเราสีฟ้าจะไปพบกับพี่สีม่วงที่ตอนนี้ไปอยู่ ม.ปลายที่คณะสีเหลือง บอกเลยว่า ตอน ม.ปลายมันเข้มข้นกว่านี้เยอะ อันนี้แค่น้ำจิ้ม (ปาเข้าไปสามตอน)

แล้วจะรู้เลยว่า นัดหยุดโลกเป็นยังไง ตามได้ในตอนสุดท้ายครับ(ยังไม่ใช่ตอนหน้านะ)

เรื่องสนามบาสเนี่ย มีเรื่องเล่าอย่างเยอะ เพราะชีวิต ม.ปลายส่วนใหญ่อยู่ที่สนามบาสเลยก็ว่าได้

วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

99 วัน 99 บทความ Day 32 ตอน นักบาสโรงเรียน #2

ทิ้งท้ายในตอนที่แล้วว่าเราเจอแชมป์เก่า...

นึกภาพวินาทีที่เรารู้ว่าเราเจอแชมป์เก่าครับ
ตอนนั้นอยู่ ม.2
ซ้อมทีมมาร่วมเดือน
เพิ่งแข่งชนะพี่ ม.ปลาย
แล้วดันจับฉลากมาเจอแชมป์เก่า...

อารมณ์ตอนนั้นมันพลุ่งพล่านมากครับ แบบงงว่า ที่เราทำมาทุกวันมันจะสูญสลายเหรอ เราก็ได้แต่ปลอบใจว่า แชมป์เก่าแล้วไงว่า มีมือมีตีนเหมือนกัน เราเนี่ยแหละจะล้มแชมป์เก่า แล้วจะสถาปนาตัวเองเป็นแชมป์ใหม่...เฮ้...!!!



คือแชมป์เก่าเค้าอยู่สีม่วง มีตัวชูโรงเป็นพี่วัต ตัวทำแต้มหลัง หัวหมู่ทะลวงฟัน
พี่วุธ เป็นตัวทำแต้มรอง คอยยิงสามแต้มจากวงนอก
พี่ชัด เป็นเซ็นเตอร์ร่างยัก สุดยอดในการเล่นใต้แป้น
พี่นุ ตัวจี้ดประจำทีม มีทีเด็ดที่ความเร็ว
พี่กาน ตัวโจ้กเกอร์ ทำได้หมดทั้งแหวก ทั้งยิงวงนอก แต่อย่าให้รีบาว
พี่แว่น นักเทควันโด้ เป็น sixman ที่แม่นวงนอกมากๆ

นี่แหละ ทีมสีม่วง ที่ได้แชมป์กันตั้งแต่ตัวเองอยู่ ม.2 และปีนี้อยู่ ม.3 ก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะสามารถรักษาแชมป์ไว้ได้ โดยมาก้างขวางคอตัวใหญ่อย่างสีฟ้า ที่จะต้องเจอในรอบแรก...หึหึ

นึกถึงหน้าผมซิครับ ว่าจะเป็นยังไงเมื่อรู้ข้อมูลอย่างนี้

ผมจำได้ว่า ทีมสีม่วงเค้าจะเล่นแบบ Man to Man คือประกบตัวต่อตัว ซึ่งแตกต่างจากทีมผมที่จะเน้นตั้งโซนกันมากกว่า ดังนั้นเป็นการวัดไปเลยว่า M2M หรือ Zone ใครจะเจ๋งกว่ากัน

ระหว่างเตรียมตัว พี่พตพอรู้ว่าเราจะเจอสีม่วง ก็เคี่ยวเข็ญเรา ซ้อมอย่างหนักเพื่อรับมือการเล่นแบบ M2M ของสีม่วง ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ถึงความร้ายกาจหรอกครับ เพราะเราไม่เคยเล่นกับคนเก่งๆ อย่างนี้เลย พี่พตให้ซ้อมอะไรก็ซ้อมอย่างนั้น

ทั้งการสกรีนเอ้า, สกรีนให้คนที่ประกบมาชนกันเอง สกรีนนู่น สกรีนนี่ สารพัดจะสกรีนครับ

แถมมีการเล่น Fast Break หรือโต้กลับเร็ว ซ้อมอยู่นั่นแหละครับ ซ้อม ซ้อม ซ้อม
เรียกว่าซ้อมกันหนักมาก เพื่อเตรียมรับมือกับทีมสีม่วง เราก็มุ่งมั่นกันมากว่า เราต้องคว่ำแชมป์เก่าให้ได้ มันไม่มีทางเลือกอื่น เราไม่สามารถยอมแพ้ได้ เราจึงต้องสู้ให้สุดความสามารถ

และเรามาดูกันว่า สุดท้ายเราจะสู้ได้แค่ไหน
ประโยคคลาสสิคที่คงได้ยินกันมาบ่อยแล้วว่า ถ้าทำเต็มที่แล้ว ถึงแพ้ก็ไม่เสียใจ

และพรุ่งนี้ ผมจะมาเล่าต่อถึงนัดชี้ชะตา ระหว่างสีฟ้ากับสีม่วง...

วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

99 วัน 99 บทความ Day 31 ตอน นักบาสโรงเรียน #1

เมื่อก่อนต้องขอโม้ก่อนว่า ผมเคยเป็นนักบาสโรงเรียน ตัวสำรองลำดับท้ายๆ ที่แบบว่า ถ้าเกมไม่ขาดหรือหรือเป็นช่วงต้นเกม อย่าหวังว่าจะได้ลง เตี้ยก็เตี้ย ชูตก็ไม่แม่นเท่าไหร่ ดีอย่างเดียวที่กระโดดสูง พอจะแย่งรีบาวกับเพื่อนในทีมที่สูงๆ ได้บ้าง แต่การไปแย่งรีบาวกับเซ็นเตอร์โรงเรียนอื่นนี่ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย



แรกเริ่มเดิมที ผมก็ไม่ได้คิดจะเข้าวงการบาสเก็ตบอลหรอก มันมีที่มาจากว่า ตอน ม.2 ระหว่างหานักกีฬาในงานกีฬาสี พวกผมเป็นรุ่นน้อง ครั้นจะไปแย่งกีฬาที่อยากเล่นอย่างฟุตบอลก็ขี้เกียจไปแย่งกับพี่ ม.3 และเด็กห้องอื่น และทีแรกก็ไม่ได้เล่นอะไร ก็มีพี่พต เป็นพี่ ม.4 ที่เค้าเป็นคนคุมทีมบาส อยู่ดีๆ ก็เดินมาชวนพวกผมซะงั้น ไม่รู้ไปรู้จักกันตอนไหน และกีฬาบาสก็เป็นกีฬาที่ไม่ค่อยมีใครเล่น ผมก็โอเค เล่นก็เล่น และก็มีพี่พตเป็นโค้ชสอนให้ตั้งแต่เริ่ม

พูดก็พูดเถอะ อย่าว่าแต่เล่นบาสเลย ลูกบาสเนี่ยไม่เคยจับเลยแม้แต่นิดเดียว แต่พวกผมก็ไม่ซีเรียส เพราะเชื่อมั่นในโค้ชอย่างพี่พต โดยมีลูกทีมที่พอดีเหลือเกินอย่าง ผม เอ็ม นพ แอ้ อูม จริงๆ มีนรินทร์อีกคน แต่นรินทร์ไม่ค่อยสนใจกีฬาเท่าไหร่ จึงขอนับเป็น 5 คนพอดีทีมไปก่อนแล้วกัน

และจำตัวละครเอ็ม นพ และก็ผมไว้ให้ดี เพราะจะมีบทบาทในตอนต่อๆ ไป

และ 5 คนนี้วันแรกก็ลงทีมกันเลย จับลูกบาส เลี้ยงๆ และก็วางตำแหน่งกันเรียบร้อย โดยมี
เอ็ม เป็นเซ็นเตอร์ มีหน้าทีคอยรีบาว และทำแต้มใต้แป้น
นพ เป็นการ์ดจ่าย คอยถือบอล คุมเกม และเป็นตัวทำแต้มหลัก
ผม เป็นฟอร์เวิร์ด หรือกองหน้า เป็นคนประกบการ์ดจ่ายฝั่งตรงข้าม และวิ่งอย่างเร็วเพื่อรอลูกโต้กลับ

ส่วนแอ้กับอูม ผมไม่ค่อยมั่นใจในตำแหน่งของสองคนนี้มากนัก แต่จำได้คร่าวๆ ว่าอูมจะเล่นตำแหน่งคล้ายผม และแอ้ จะเล่นตำแหน่งเดียวกับนพ เป็นคนคอยซับพอร์ตเอ็ม ช่วยเอ็มรีบาว เพราะแอ้เป็นคนตัวใหญ่ คอยเบียด คอยกระแทกอะไรได้

จริงๆ พวกเราพื้นเพเป็นพวกเด็กติดเกม เกมประจำที่เล่นตอนนั้นเป็นเค้าเตอร์ เกมยิงกันสุดฮิตในสมัยนั้น เช้า กลางวัน เย็น เราก็จะเล่นเกมกันเสมอ แอบเล่นในห้องคอม แต่หลังจากที่พี่พตแนะนำให้เรารู้จักกับลูกบาส หลังจากนั้นทุกเย็น เราจะมีนัดกันที่สนามบาส เพื่อเล่นบาสกันทุกวัน

โดยเฉพาะผม เอ็ม และนพนี่จะสนิทกันมาก บางทีเราจะเล่นเกมผู้จัดการทีมฟุตบอลเครื่องเดียวกัน โดยนั่งเล่นเซฟเดียวกัน ลีกเดียวกัน เล่นกันสามทีม คนละทีม สนุกกันมากตอนนั้น เราทั้งสามคนก็จะมีเรื่องบลั๊ฟกันตลอด ตอนที่ทีมเราเจอกันเอง เป็นอะไรที่สนุกมากๆ

มาเรื่องบาส มันมีช็อตประทับใจอย่างหนึ่งของทีมนี้ก็คือ มีอยู่วันหนึ่ง หลังจากที่เราทั้ง 5 คนไปกินข้าวกลางวันเสร็จแล้ว เราเห็นพี่ๆ ม.ปลายเล่นบาสกันอยู่ที่สนามแบบแพ้ออก ตอนนั้นไม่รู้ว่าพวกเราเอาความกล้ามาจากไหน ไปขอพี่เค้าต่อทีมด้วย เราเล่นไปเรารู้เลยว่า พี่ๆ ม.ปลายแต่ละทีมนี่มีแต่นักบาสเซียนๆ กันทั้งนั้น เราเล่นไปมีแต่แพ้ แพ้ แล้วก็แพ้ เรียกว่าเล่นยังไงก็สู้ไม่ได้

แต่นัดท้ายๆ เราแบบไม่รู้จะทำยังไง ทุกคนแบบหน้าไม่ไหวแล้ว เล่นยังไงก็สู้ไม่ได้ เราเลยรวบรวมแรงกายแรงใจ นัดสุดท้ายแล้วเราต้องเอาชนะให้ได้ซักนัดนึง นัดนั้นจำได้ว่าเราสู้กันอย่างเต็มที่มากๆ เล่นกันแบบว่าใส่กันหมด สุดท้าย เราก็ชนะจนได้ (แม่งเขียนไม่ให้ลุ้นเลย)

และเราก็ไม่รีรอครับ เราก็เอาไปโม้กับพี่พตว่าเราชนะพี่ ม.ปลายได้แล้ว และเราก็โดนตบหัวกันคนละที พร้อมกับผลการจับฉลากบาสกีฬาสีออกมา... ผมไปเจอกับแชมป์เก่าครับ...

ตอนนั้นต้องอุทานออกมาดังๆว่า... แม่งงงงงงงงงงงงงง...
เดี๋ยวจะมาเล่าต่อวันพรุ่งนี้ครับ
และรอติดตามว่า สุดท้ายแล้ว พี่เสือเป็นนักกีฬาบาสของโรงเรียนได้ยังไง
โปรดติดตามตอนต่อไป

(พรุ่งนี้ครับ)
(เย้...มีเรื่องเขียนแล้ว คงได้อีกหลายตอนเลย 555 )

วันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2557

99 วัน 99 บทความ Day 30 ตอน รถตู้

รถตู้ ไม่ใช่รถเมล์ จะได้มีรถรับส่งหลายคัน
รถตู้ ไม่ใช่รถทัวร์ จะได้ออกตามเวลา
รถตู้ ไม่ใช่รถไฟ้ฟ้า จะได้มาอย่างสม่ำเสมอ
รถตู้ ไม่ใช่รถยนต์ส่วนตัว จะได้มาวิ่งตามเส้นทางที่เราต้องการ
รถตู้ ไม่ใช่รถเมล์ รถทัวร์ รถไฟฟ้า
รถตู้ คือรถตู้

รถตู้ คือรถที่ไม่ออกตามเวลา
รถตู้ ต้องรอคนเต็มถึงจะออก
รถตู้ ถ้าคนมีเยอะเกินเราจะต้องรอ
รถตู้ ถ้าเราไม่รอ จะต้องนั่งเบียด
รถตู้ คือรถที่ขับเร็วกว่าแท็กซี่

ไม่สามารถบอกได้ว่า รถตู้กับรถแท็กซี่ รถอะไรขับแย่มากกว่ากัน แต่...
รถตู้ คือรถตู้

วันนี้เพลียเพราะรถตู้
ออกจากบ้าน 11 โมง ไปไม่ทันรถบ่ายโมงเพราะรถตู้
ออกจากบ้าน 11 โมง นั่งรอ 2 ชั่วโมงเพราะรถตู้
ออกจากบ้าน 11 โมง แต่ออกจากหมอชิตบ่าย 3 เพราะรถตู้
ออกจากบ้าน 11 โมง ถึงชัยภูมิ 2 ทุ่มเพราะรถตู้
ออกจากบ้าน 11 โมง ปกติถึงชัยภูมิ 6 โมงเย็นแต่ไม่ถึงเพราะรถตู้

วินรถตู้ดีๆ ก็มี
คนขับรถตู้ดีๆ ก็แยะ
รถตู้ที่นั่งสบายก็มีมาก
แต่วันนี้มันตรงกันข้าม

หมดแรง เบื่อ เพลีย
...จบ...

วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557

99 วัน 99 บทความ Day 29 ตอน ความสุขระหว่างทาง

หลังจากผ่านมาเกือบจะครบเดือนและ เรียกว่าใกล้จะ 1 ใน 3 ของ 99 บทความแล้ว บอกเลยว่าผมมีความสุขอย่างมาก ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ใครบางคนลุกขึ้นมาทำบล็อกบ้าง

น้องคนแรก ชื่อเจ้าบูม น้องคนนี้เป็นน้องที่ก็สนิทประมาณนึง เพราะอยู่ชมรมทำวารสารด้วยกัน เลยรู้จักกัน ประกอบกับอยู่หอในเหมือนกัน แต่คนละหอ ถือว่ามีจุดเชื่อมกันหลายจุดทีเดียว และเจ้าบูมนี่ก็เป็นคนนึง น่าจะเป็นคนเดียวที่แสดงตัวให้ผมรู้ว่าเข้ามาติดตามบล็อกผมอยู่เสมอ

สิ่งที่ทำให้รู้คือ บางวันผมไม่อัพบล็อก มันก็จะเป็นคนมาทวงหน้าเฟสบุค บางวันนั่งอัพอยู่ มาช้า แต่ก็ไม่ทันมัน บางทีมันมาโพสหน้าเฟสผมในระหว่างทำด้วยซ้ำ มันทำให้ผมรู้ว่า ไอ้นี่มันตามบล็อกจริง

และมันก็แอบมาคุยว่า มันเกิดแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง จากการตามอ่านบล็อกผม หรือว่าโครงการ 99 วัน 99 บทความของผม พอถามไปก็ไม่บอกนะว่าอะไร แต่ก็ช่างเถอะ รู้ว่ามีคนตามแค่นี้ก็มีแรงเขียนแล้ว

พี่คนที่สอง พี่คนนี้เป็นสามีของเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง เวลาผมมีปัญหาเรื่องความรักจะไปปรึกษามันตลอด ได้เรื่องบ้าง ไม่ได้เรื่องบ้าง ผมก็ทำตามได้บ้าง ไม่ได้บ้าง สุดท้ายก็ยังเป็นโสดเหมือนเดิม 555

มาเรื่องของพี่โจ ที่เป็นสามีของเพื่อมผมบ้าง คือพี่คนนี้เป็นพี่ทำงานของเพื่อนผม และก็เพิ่งแต่งงานกันเมื่อปีที่แล้ว ปลายปีก็มีลูกมาให้เชยชมกันอย่างทันใจเลยทีเดียว และเหมือนผมก็เป็นแรงบันดาลใจให้พี่เค้าลุกขึ้นมาเขียนบล็อก ทั้งที่ปกติแกไม่เคยเขียน

เป็นบล็อกที่เล่าประวัติแก ทั้งเรื่องความรัก เรื่องนู่น เรื่องนี่ เหมือนแกมีเรื่องจะเล่าเยอะ พอเห็นผมเขียนบล็อกทุกวันเลยอยากที่จะลุกมาเขียนบ้าง รู้สึกดีจริงๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้พี่โจลุกขึ้นมาเขียนอะไรอย่างที่พี่อยากทำ

หลายคนอาจจะบอกว่า... เห้ย.!!! ผมหลงตัวเองหรือเปล่า พี่โจอาจจะอยากเขียนเองก็ได้

ไม่หรอกครับ แกมาบอกเองเลย ในบล็อกแก พูดชื่อผมจริงๆ เออ มันคงไม่ชื่อซ้ำหรอกมั้ง เล่นเขียนโต้งๆ เลยว่า ท็อป เพื่อนของภรรยา มันก็คงมีผมคนเดียวแหละ หรือมีคนอื่น... ไม่น่ามั้ง คนเดียวแหละ ไม่หลงตัวเองหรอก ถึงจะชอบหลังตัวเองบ่อยๆ ก็ตาม 555

สุดท้ายไปตามเรื่องความรักของพี่เค้าได้ที่ http://my-joe.blogspot.com/

ปล.วันนี้ยอมรับว่าไม่มีอะไรเขียน
ปล2. เป็นตอนที่ใช้เวลาเขียนนานที่สุด เนื่องจากวันนี้มีคนคิดถึงเยอะเหลือเกิน ทักมาคุยกันใหญ่ เขียนยรรทัดนึง เปิดแชตทีนึง 555